ใดๆภาษา.com
한글ㄱ ㄴ ㅁ ㅅ ㅇ

ภาพประกอบ: ใดๆภาษา

ระบบเขียนของโลก

ตัวอักษรที่วาดจากรูปลิ้น

คนไทยที่เริ่มเรียนเกาหลีมักแปลกใจว่าอ่านฮันกึลออกเร็วกว่าที่คิด เหตุผลซ่อนอยู่ในรูปทรงของตัวอักษรเอง ซึ่งถูกออกแบบให้เหมือนปากและลิ้นตอนออกเสียงเมื่อเกือบหกร้อยปีก่อน

เรื่อง ทีมใดๆภาษา21 ตุลาคม 2569อ่าน 8 นาที


ลองนึกภาพคนไทยคนหนึ่งเปิดซีรีส์เกาหลีดูคืนวันศุกร์ เห็นป้ายร้านในฉากเต็มไปด้วยวงกลม ขีด และมุมฉาก ดูยังไงก็เหมือนรหัสลับ แต่ถ้าเขาลองนั่งเรียนจริงจังสักหนึ่งวันหยุด พอถึงวันจันทร์ก็อาจสะกดชื่อร้านไก่ทอดในซีรีส์ออกมาได้ทีละพยางค์ ต่อให้ยังไม่รู้ความหมายก็ตาม

ความง่ายแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ฮันกึล หรืออักษรเกาหลี เป็นระบบเขียนไม่กี่ระบบในโลกที่รู้ชัดว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม สร้างเมื่อไหร่ และตั้งใจสร้างเพื่ออะไร ที่สำคัญกว่านั้น ผู้สร้างยังเขียนคู่มืออธิบายเอาไว้ด้วยว่าตัวอักษรแต่ละตัวได้รูปร่างมาจากไหน

อักษรจีนที่คนส่วนใหญ่เขียนไม่ได้

ก่อนจะมีฮันกึล คนเกาหลีเขียนหนังสือด้วยอักษรจีนที่เรียกว่าฮันจา ปัญหาคืออักษรจีนมีจำนวนมหาศาลและใช้เวลาเรียนนานหลายปี คนที่อ่านออกเขียนได้จึงมีแค่ชนชั้นสูงที่มีเวลาและมีเงินพอจะร่ำเรียน ชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ

พระเจ้าเซจง กษัตริย์องค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โชซอน ครองราชย์ระหว่างปี 1418 ถึง 1450 ทรงเห็นปัญหานี้ ในคำนำของหนังสือประกาศตัวอักษร พระองค์เขียนไว้ทำนองว่า ทรงสงสารราษฎรจำนวนมากที่อยากบอกเล่าความในใจแต่เขียนออกมาไม่ได้ จึงออกแบบตัวอักษรขึ้นใหม่ 28 ตัว ให้ทุกคนฝึกได้ง่ายและใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

ตัวอักษรชุดใหม่ถูกนำเสนอต่อราชสำนักในเดือนสิบสองตามปฏิทินเกาหลีของปี 1443 ซึ่งตรงกับช่วงปลายเดือนธันวาคม 1443 ถึงปลายมกราคม 1444 ตามปฏิทินสากล และประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปี 1446 ผ่านหนังสือชื่อ ฮุนมินจองอึม แปลได้ว่า เสียงที่ถูกต้องสำหรับสอนราษฎร งานนี้มีนักปราชญ์จากสำนักราชบัณฑิตที่เรียกว่าหอปราชญ์ร่วมทำด้วย นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงกันอยู่ว่าพระเจ้าเซจงลงมือเองมากน้อยแค่ไหน แต่ไม่มีใครเถียงว่านี่คือโครงการของพระองค์

พยัญชนะที่วาดจากปาก ลิ้น และฟัน

ส่วนที่ทำให้นักภาษาศาสตร์ทั่วโลกทึ่งคือวิธีออกแบบ หนังสืออธิบายฉบับเต็มที่เรียกว่า ฮุนมินจองอึมแฮรเย ระบุว่าพยัญชนะพื้นฐานห้าตัวถูกวาดให้เป็นรูปอวัยวะที่ใช้ออกเสียงนั้นจริงๆ

ตัวอักษรเสียงใกล้เคียงในภาษาไทยวาดจากรูป
ㄱกโคนลิ้นที่ยกขึ้นไปปิดเพดานด้านใน
ㄴนปลายลิ้นที่แตะเพดานด้านหน้า
ㅁมปาก
ㅅซฟันหน้า
ㅇไม่ออกเสียงเมื่อขึ้นต้นพยางค์ลำคอ

ลองออกเสียง ก ช้าๆ แล้วสังเกตลิ้นของตัวเอง โคนลิ้นจะยกขึ้นไปแตะด้านในของปากจริงๆ ส่วนตอนออกเสียง น ปลายลิ้นจะดันขึ้นไปที่ด้านหลังฟันบน รูปตัว ㄱ กับ ㄴ ก็คือภาพด้านข้างของลิ้นในสองท่านั้นนั่นเอง

จากห้าตัวแม่แบบ พยัญชนะตัวอื่นเกิดจากการเติมขีดเพื่อบอกว่าเสียงแรงขึ้น ㄱ เติมขีดเป็น ㅋ ที่มีลมพ่นออกมามากกว่า ㄴ เติมขีดเป็น ㄷ และเติมอีกขีดเป็น ㅌ ㅁ กลายเป็น ㅂ แล้วเป็น ㅍ ส่วน ㅅ ก็กลายเป็น ㅈ และ ㅊ ตัวอักษรในกลุ่มเดียวกันจึงหน้าตาคล้ายกันและเสียงก็คล้ายกัน คนเรียนเห็นรูปก็พอเดาเสียงได้

ตัวอักษรที่หน้าตาคล้ายกันก็ออกเสียงคล้ายกัน เพราะมันถูกวาดมาจากท่าลิ้นท่าเดียวกัน

ฟ้า ดิน และคน ในสระสามตัว

ถ้าพยัญชนะมาจากร่างกาย สระก็มาจากปรัชญา สระพื้นฐานมีสามรูป คือ จุด ซึ่งหมายถึงฟ้า ขีดแนวนอน ซึ่งหมายถึงพื้นดิน และขีดแนวตั้ง ซึ่งหมายถึงคนที่ยืนอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน สระที่เหลือเกิดจากการนำสามรูปนี้มาประกอบกัน เช่นเอาจุดไปวางข้างขีดแนวตั้ง ทุกวันนี้ตำแหน่งของจุดในสระอย่าง ㅏ และ ㅗ เขียนเป็นขีดสั้นแทน ส่วนจุดที่เคยยืนเป็นสระเดี่ยวๆ ก็เลิกใช้ในภาษาเกาหลีมาตรฐานไปแล้ว

อีกความคิดที่ชาญฉลาดคือการแบ่งพยางค์ออกเป็นสามส่วน ได้แก่ เสียงต้น เสียงกลาง และเสียงท้าย แล้วจัดตัวอักษรลงกล่องสี่เหลี่ยมหนึ่งกล่องต่อหนึ่งพยางค์ ตัวอย่างเช่น คำว่า 한 ประกอบด้วย ㅎ ㅏ และ ㄴ รวมกันเป็นเสียง ฮัน สำหรับคนไทยแล้ววิธีนี้ไม่แปลกเลย เพราะเราก็คุ้นกับการมองพยางค์เป็นพยัญชนะต้น สระ และตัวสะกดอยู่แล้ว ต่างกันแค่ภาษาไทยเรียงตัวอักษรต่อกันเป็นแถว แต่เกาหลีจับมาซ้อนกันเป็นบล็อก

ฉบับดั้งเดิมมีตัวอักษร 28 ตัว คือพยัญชนะ 17 ตัวและสระ 11 ตัว เมื่อเวลาผ่านไปบางตัวเลิกใช้ ทุกวันนี้ตัวพื้นฐานเหลือ 24 ตัว เป็นพยัญชนะ 14 และสระ 10 เทียบกับภาษาไทยที่มีพยัญชนะถึง 44 ตัว ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมคนไทยหลายคนรู้สึกว่าอ่านฮันกึลออกเร็วกว่าที่คาด มีประโยคที่คนชอบยกมาพูดถึงอักษรชุดนี้ว่า คนฉลาดเรียนจบได้ก่อนหมดเช้า ส่วนคนที่หัวช้าก็ใช้เวลาไม่เกินสิบวัน

อักษรที่เกือบไม่รอด

ใช่ว่าทุกคนจะดีใจไปกับตัวอักษรใหม่ ต้นปี 1444 ไม่นานหลังจากตัวอักษรถูกนำเสนอ ชเวมัลลี ขุนนางในหอปราชญ์เอง ยื่นฎีกาคัดค้าน เหตุผลหลักคือการมีตัวเขียนของตัวเองจะทำให้โชซอนห่างออกจากศูนย์กลางอารยธรรมจีน และไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับชนชาติที่ถูกมองว่าไม่ศิวิไลซ์ ความเห็นแบบนี้น่าจะสะท้อนความคิดของผู้รู้หนังสือส่วนใหญ่ในยุคนั้นด้วย

หลังสิ้นยุคพระเจ้าเซจง ฮันกึลยังถูกเรียกอย่างดูแคลนว่า ออนมุน หรืออักษรภาษาพื้นบ้าน และช่วงที่หนักที่สุดเกิดขึ้นในปี 1504 เมื่อพระเจ้ายอนซันกุนทรงทราบว่ามีคนเขียนข้อความวิจารณ์พระองค์ด้วยอักษรนี้ จึงสั่งทำบัญชีรายชื่อคนที่อ่านฮันกึลได้และให้เผาหนังสือที่เขียนด้วยฮันกึล

แต่อักษรที่เรียนง่ายย่อมหาทางอยู่รอดได้เสมอ มันยังถูกใช้ต่อในหมู่ผู้หญิง ชาวบ้าน และพระสงฆ์ จนในปี 1894 รัฐบาลโชซอนประกาศให้ฮันกึลเป็นตัวเขียนหลักของเอกสารราชการ ชื่อ ฮันกึล ที่เราใช้เรียกกันทุกวันนี้ก็เพิ่งเกิดขึ้นช่วงทศวรรษ 1910 และมักถือกันว่าชูชีกยองเป็นผู้ตั้ง

คู่มือที่หายไปหลายร้อยปี

เรื่องที่น่าทึ่งที่สุดอาจเป็นชะตากรรมของหนังสืออธิบายฉบับเต็ม ฮุนมินจองอึมแฮรเย ซึ่งหายไปจากความทรงจำนานหลายร้อยปี ระหว่างนั้นคนรุ่นหลังได้แต่เดากันไปต่างๆ นานาว่ารูปตัวอักษรมาจากไหน จนกระทั่งปี 1940 มีการพบสำเนาที่ครอบครัวหนึ่งในเมืองอันดงเก็บรักษาไว้ นักสะสมงานศิลปะชื่อชอนฮยองพิลซื้อไว้ในช่วงที่เกาหลีอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นยุคที่ภาษาเกาหลีถูกจำกัดการใช้อย่างหนัก

ทุกวันนี้สำเนาฉบับนั้นอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะคันซง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติชาติของเกาหลีใต้ในปี 1962 และเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโกในปี 1997 บทส่งท้ายของหนังสือยังให้เบาะแสเรื่องวันประกาศใช้ด้วย คือช่วงสิบวันแรกของเดือนเก้าตามปฏิทินจันทรคติปี 1446 หลังเกาหลีได้รับเอกราช วันที่ 9 ตุลาคมจึงถูกเลือกเป็นวันฮันกึล ซึ่งเป็นการคำนวณโดยประมาณจากเบาะแสนี้

วันฮันกึลเองก็มีเส้นทางขึ้นลงไม่ต่างจากตัวอักษร เริ่มจัดครั้งแรกในปี 1926 ในชื่อ วันคายา ตามพยางค์แรกในตารางหัดอ่านของเด็ก กลายเป็นวันหยุดราชการในปี 1949 ถูกลดเหลือแค่วันรำลึกในปี 1990 แล้วได้คืนสถานะวันหยุดราชการอีกครั้งตามคำสั่งเมื่อปลายปี 2012 ฝั่งเกาหลีเหนือก็มีวันอักษรของตัวเองเหมือนกัน แต่ฉลองกันวันที่ 15 มกราคม

ครั้งหน้าที่เห็นตัว ㅁ บนป้ายร้านในซีรีส์ ลองเม้มปากออกเสียง ม ดูสักครั้ง รูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ นั้นคือภาพริมฝีปากที่มีคนตั้งใจวาดเอาไว้เมื่อเกือบหกร้อยปีก่อน เพื่อให้คนที่ไม่เคยได้เรียนหนังสือสามารถเขียนความในใจของตัวเองได้ และถ้าอ่านจนติดใจแล้วอยากเรียนต่อจริงจัง เรามีคู่มือหาที่เรียนภาษาเกาหลีรออยู่

อ่านเรื่องอื่น