ภาพประกอบ: ใดๆภาษา
ศัพท์ที่ท่องเมื่อคืน หายไปไหนตอนเช้า
ใครเคยท่องศัพท์จนขึ้นใจแล้วตื่นมาจำไม่ได้ ไม่ได้ความจำแย่กว่าคนอื่น นักจิตวิทยาคนหนึ่งนั่งวัดเรื่องนี้กับตัวเองตั้งแต่ร้อยสี่สิบปีก่อน และคำตอบของเขากลายเป็นหัวใจของแอปท่องศัพท์ทุกวันนี้
เรื่อง ทีมใดๆภาษา22 ตุลาคม 2569อ่าน 7 นาที
ห้าทุ่มคืนก่อนสอบ โต๊ะเต็มไปด้วยกระดาษโน้ตศัพท์ภาษาอังกฤษห้าสิบคำ ท่องวนไปวนมาจนปิดสมุดแล้วยังพูดได้ครบ เข้านอนอย่างมั่นใจ แต่พอนั่งรถเมล์ไปโรงเรียนตอนเช้า คำที่เคยขึ้นใจกลับหายไปครึ่งหนึ่ง บางคำจำได้ว่าขึ้นต้นด้วยตัวอะไร แต่นึกความหมายไม่ออก
ประสบการณ์แบบนี้ทำให้หลายคนสรุปว่าตัวเองความจำไม่ดี หรือไม่มีหัวด้านภาษา แต่ความจริงคือสมองของทุกคนทำงานคล้ายกัน และมีคนวัดเรื่องนี้อย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ทศวรรษ 1880 แล้ว
ชายผู้ท่องคำที่ไม่มีความหมาย
แฮร์มันน์ เอบบิงเฮาส์ เป็นนักจิตวิทยาชาวเยอรมัน เกิดปี 1850 เขาอยากรู้ว่าความจำของคนเราวัดออกมาเป็นตัวเลขได้หรือไม่ ปัญหาคือถ้าให้ท่องคำจริง ความหมายของคำจะเข้ามาปนจนวัดผลไม่แม่น คำที่เราคุ้นอยู่แล้วย่อมจำง่ายกว่าคำที่ไม่เคยเห็น
ทางออกของเขาคือประดิษฐ์พยางค์ที่ไม่มีความหมายขึ้นมาเอง แต่ละพยางค์มีโครงสร้าง พยัญชนะ สระ พยัญชนะ และต้องไม่ใช่คำที่มีอยู่จริง เขาสร้างพยางค์แบบนี้ได้ราว 2,300 พยางค์ แล้วสุ่มหยิบจากกล่องมาเรียงเป็นชุด อ่านออกเสียงตามจังหวะเครื่องเคาะจังหวะ จากนั้นทดสอบว่าจำได้แค่ไหน ทั้งหมดนี้ทำกับตัวเองคนเดียว การทดลองชุดหนึ่งต้องท่องรวมกันถึงประมาณ 15,000 ครั้ง
วิธีวัดของเขาก็แยบยล เอบบิงเฮาส์ท่องจนจำได้ครบ ปล่อยทิ้งไว้ แล้วกลับมาท่องชุดเดิมใหม่ ถ้ารอบสองใช้เวลาน้อยกว่ารอบแรก ส่วนต่างนั้นคือสิ่งที่สมองยังเก็บไว้ แม้เจ้าตัวจะรู้สึกว่าลืมไปหมดแล้วก็ตาม เขาเรียกส่วนต่างนี้ว่า การประหยัด ผลงานทั้งหมดตีพิมพ์ในปี 1885 ในหนังสือชื่อ Über das Gedächtnis หรือ ว่าด้วยความจำ
เส้นโค้งที่ดิ่งลงในชั่วโมงแรก
เมื่อเอาผลมาวาดเป็นกราฟ เส้นที่ได้ไม่ได้ลาดลงอย่างสม่ำเสมอ แต่ดิ่งลงแรงที่สุดในช่วงยี่สิบนาทีแรก ยังลดลงอย่างเห็นได้ชัดตลอดชั่วโมงแรก แล้วค่อยๆ ราบลงหลังผ่านไปราวหนึ่งวัน นี่คือสิ่งที่ภายหลังรู้จักกันในชื่อ เส้นโค้งแห่งการลืม
ฟังดูเหมือนเป็นงานเก่าที่น่าจะล้าสมัยไปแล้ว แต่ในปี 2015 นักวิจัยชาวดัตช์ ยาป มูร์ และโยรี โดรส ลองทำซ้ำแบบเดียวกันเป๊ะ ใช้ผู้ทดลองหนึ่งคน ใช้เวลารวมราว 70 ชั่วโมง ทดสอบการท่องซ้ำหลังผ่านไป 20 นาที 1 ชั่วโมง 9 ชั่วโมง 1 วัน 2 วัน และ 31 วัน ผลที่ได้ใกล้เคียงกับของเอบบิงเฮาส์มาก มีจุดน่าสนใจเพิ่มมาอย่างหนึ่ง คือเส้นไม่ได้เรียบเสียทีเดียว ตรงหลักยี่สิบสี่ชั่วโมงดูเหมือนความจำจะกระดกขึ้นเล็กน้อย
กลับมาที่ศัพท์ห้าสิบคำคืนก่อนสอบ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องปกติที่สุด สมองทิ้งข้อมูลใหม่ไปจำนวนมากภายในไม่กี่ชั่วโมงแรก ใครก็เป็น
การลืมไม่ได้แปลว่าเสียเปล่า สิ่งที่ท่องไปแล้วยังทิ้งร่องรอยไว้ ทำให้รอบต่อไปจำได้เร็วขึ้นเสมอ
กล่องรองเท้าของนักข่าวชาวเยอรมัน
เอบบิงเฮาส์ยังเป็นคนแรกๆ ที่เทียบการท่องแบบอัดรวดเดียวกับการแบ่งท่องเป็นหลายรอบ และพบว่าการเว้นระยะช่วยให้จำได้ดีกว่า แต่กว่าความรู้นี้จะออกจากห้องทดลองมาอยู่บนโต๊ะนักเรียนก็ใช้เวลาอีกนาน
ช่วงทศวรรษ 1960 พอล พิมสเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ประยุกต์ นำหลักการทบทวนโดยเว้นช่วงห่างขึ้นเรื่อยๆ ไปใช้ในคอร์สภาษาแบบฟังเสียง และในปี 1972 เซบาสเตียน ไลท์เนอร์ นักข่าวสายวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ก็เขียนหนังสือชื่อ So lernt man Lernen หรือ เรียนอย่างไรให้เป็น เสนอระบบที่ใครก็ทำเองได้ด้วยบัตรคำกับกล่องไม่กี่ใบ
หลักของไลท์เนอร์ง่ายมาก แบ่งกล่องออกเป็นหลายช่อง บัตรคำทุกใบเริ่มที่ช่องแรก ตอบถูกเมื่อไหร่ บัตรใบนั้นได้ขยับไปช่องถัดไป ตอบผิดเมื่อไหร่ กลับไปเริ่มที่ช่องแรกใหม่ ช่องแรกทบทวนทุกวัน ช่องหลังๆ ทบทวนห่างออกไป เช่น ทุกสามวันหรือทุกห้าวัน ผลคือคำที่ยากจะวนกลับมาให้เห็นบ่อย ส่วนคำที่จำได้แล้วก็ไม่ต้องเสียเวลากับมันทุกวัน
จาก 1 7 16 35 สู่แอปในมือถือ
ในปี 1985 ปีออตร์ วอซเนียก นักศึกษาชาวโปแลนด์ เริ่มทดลองตารางทบทวนกับโน้ตชีววิทยาของตัวเองบนกระดาษ ตารางแรกที่เขาวางไว้คือทบทวนหลังจากเรียน 1 วัน 7 วัน 16 วัน และ 35 วัน จากนั้นให้ระยะห่างเพิ่มเป็นสองเท่าทุกรอบ สองปีต่อมาเขาเขียนเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชื่อ SuperMemo ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของแอปทบทวนแบบเว้นระยะจำนวนมาก
แอปที่คนเรียนภาษาไทยรู้จักกันดีอย่าง Anki ก็สืบเชื้อสายมาจากตรงนี้ ผู้สร้างคือเดเมียน เอลมส์ โปรแกรมเมอร์ชาวออสเตรเลีย ซึ่งเริ่มทำขึ้นราวปี 2006 เพื่อใช้ท่องภาษาญี่ปุ่น ชื่อแอปมาจากคำญี่ปุ่นที่แปลว่าการท่องจำ ระบบจัดตารางทบทวนของมันพัฒนามาจากสูตร SM-2 ของ SuperMemo และตั้งแต่ปลายปี 2023 ก็มีสูตรใหม่ชื่อ FSRS ให้เลือกใช้ด้วย
คำถามที่ตามมาคือ ควรเว้นนานแค่ไหน งานวิจัยของนิโคลัส เซเปดา และคณะ ตีพิมพ์ปี 2008 ทดลองกับคนมากกว่า 1,350 คน พบว่าระยะห่างที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับว่าต้องการจำไปนานเท่าไร ถ้าสอบในอีกหนึ่งสัปดาห์ ระยะห่างระหว่างการเรียนกับการทบทวนที่ได้ผลดีอยู่ราว 20 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของเวลานั้น แต่ถ้าต้องจำไปอีกหนึ่งปี สัดส่วนจะลดลงเหลือราว 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆ คืออยากจำได้นาน ก็ต้องเว้นระยะนานขึ้น แต่ไม่ได้นานตามสัดส่วนเดิม
ทดสอบตัวเอง ดีกว่าอ่านซ้ำ
อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ระยะเวลา คือวิธีทบทวน ในปี 2006 เฮนรี โรดิเกอร์ และเจฟฟรีย์ คาร์ปิกเก จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์ ให้นักศึกษาอ่านบทความสั้นจากข้อสอบ TOEFL แล้วแบ่งเป็นสองแบบ แบบหนึ่งอ่านซ้ำอีกรอบ อีกแบบปิดบทความแล้วเขียนทุกอย่างที่จำได้ออกมา
ถ้าทดสอบหลังผ่านไปห้านาที คนที่อ่านซ้ำจำได้ดีกว่าเล็กน้อย คือ 81 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ 75 เปอร์เซ็นต์ แต่พอทดสอบหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ผลกลับข้าง กลุ่มที่ทดสอบตัวเองจำได้ 56 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่อ่านซ้ำเหลือ 42 เปอร์เซ็นต์ ในการทดลองถัดมา กลุ่มที่อ่านซ้ำสี่รอบมั่นใจว่าตัวเองจะจำได้ดีที่สุด แต่หลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์กลับจำได้น้อยที่สุด
บทเรียนนี้ตรงกับคนท่องศัพท์มาก การไล่สายตาอ่านรายการศัพท์ซ้ำๆ ให้ความรู้สึกว่าจำได้ เพราะคำดูคุ้นตา แต่ความคุ้นตาไม่เท่ากับการนึกออก การปิดความหมายแล้วบังคับตัวเองนึกให้ได้ แม้จะเหนื่อยกว่าและผิดบ่อยกว่า กลับเป็นสิ่งที่ทำให้คำนั้นติดอยู่นาน
ถ้าย้อนกลับไปที่โต๊ะเมื่อคืนก่อนสอบได้ ทางที่ดีกว่าอาจเป็นการแบ่งศัพท์ห้าสิบคำนั้นท่องตั้งแต่หลายวันก่อน เขียนคำไว้ด้านหนึ่งของบัตร ความหมายอีกด้าน ทดสอบตัวเองแทนการอ่านทวน แล้วปล่อยให้คำที่ลืมวนกลับมาบ่อยกว่าคำที่จำได้ ส่วนคำที่หลุดหายไปตอนเช้าก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะอย่างที่เอบบิงเฮาส์พิสูจน์ไว้ รอบหน้ามันจะกลับมาเร็วกว่าเดิมเสมอ
อ้างอิง
- Wikipedia: Hermann Ebbinghaus
- Murre & Dros (2015) Replication and Analysis of Ebbinghaus’ Forgetting Curve, PLOS ONE (บทคัดย่อ)
- Wikipedia: Leitner system
- Wikipedia: Pimsleur Language Programs
- SuperMemo Guru: Birth of SuperMemo
- Wikipedia: Anki (software)
- Cepeda et al. (2008) Spacing effects in learning: a temporal ridgeline of optimal retention (PubMed)
- Roediger & Karpicke (2006) Test-Enhanced Learning (PDF)